คำว่า "แรงงานต่างด้าว" หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Alien Labor" ฟังดูแล้วเหมือนหนังไซไฟใช่ไหมครับ? แต่ถ้าเราถอดแว่นตาแห่งความถูกต้องทางการเมืองออกชั่วคราว แล้วสวมแว่นตานักนิเวศวิทยาเข้าไปแทน เราจะพบความจริงที่น่าสนใจว่า ในเชิงหน้าที่ (Function) แรงงานกลุ่มนี้ทำงานคล้ายกับ "เอเลี่ยนสปีชีส์" (Invasive Alien Species) ในธรรมชาติเปี๊ยบเลยครับ (ออกตัวก่อนว่าไม่ได้จะลดทอนความเป็นมนุษย์ใครนะ แต่กำลังพูดถึงกลไกการทำงานของมันเจ๋ยๆ)
ทำไมน่ะเหรอครับ ก็เพราะลักษณะเด่นของเอเลี่ยนสปีชีส์คือ "อึด ถึก ทน" อยู่ในที่ที่เจ้าถิ่นอยู่ไม่ได้ และขยายพันธุ์ไว (ที่หมายถึงมี Supply จำนวนมาก) ซึ่งแรงงานจากประเทศโลกที่สามก็มีคุณสมบัตินี้ครับ คือยอมรับค่าแรงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กินอยู่ง่าย ในระดับที่คนท้องถิ่นทำไม่ได้แน่ๆ
แต่เคสที่ผมจะเล่าวันนี้ มันล้ำไปกว่านั้นครับ เพราะมันคือ Virtual Alien Labor เรื่องมีอยู่ว่า ร้านอาหารในนิวยอร์กหัวใส จ้างพนักงานรับออเดอร์ผ่าน Zoom ครับ ลองคิดตามคือ คุณเดินเข้าร้านไป ไม่มีพนักงานยืนอยู่ แต่มีหน้าจอ iPad ตั้งไว้ แล้วพนักงานตัวเป็นๆ ก็นั่งยิ้มแฉ่งรับออเดอร์ คิดเงิน คีย์ข้อมูลให้เสร็จสรรพ... ในหน้าจอที่ว่า จากบ้านของเขาที่ ฟิลิปปินส์
หากสงสัยว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ คำตอบเดียวคือ "เงินมันดีต่อทุกฝ่าย" ครับ ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพราะค่าแรงขั้นต่ำนิวยอร์กอยู่ที่ $16/ชม. แต่จ้างผ่าน Zoom จากฟิลิปปินส์ จ่ายแค่ $3.75/ชม. ส่วนต่างมหาศาล! นายจ้างยิ้มแก้มปริ ไม่ต้องจ่ายสวัสดิการ ไม่ต้องสนกฎหมายแรงงานสหรัฐฯ ส่วนลูกจ้างฟิลิปปินส์ก็แฮปปี้ เพราะ $3.75 นี่ถือว่าหรูมากในบ้านเขา ดูเหมือน Win-Win ใช่ไหมครับ?
มีแต่คนชนะ แล้วใครล่ะที่แพ้... นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของหายนะระบบนิเวศเศรษฐกิจ เพราะพฤติกรรมนี้มันเข้าข่าย Invasive Alien Species 2 ข้อเต็มๆ:
- High Tolerance: ทนทานต่อค่าจ้างต่ำที่คนนิวยอร์กไม่มีวันรับได้
- Rapid Reproduction: มี Supply แรงงานมหาศาล ป่วยเหรอ? ลาเหรอ? มีคนรอเสียบอีกเป็นล้าน เพราะงานสบายเงินดี (ในมุมเขาลูกจ้าง)
ผลที่ตามมาในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกว่า "Social Dumping" ครับ คือการเทกระจาดค่าแรงให้ต่ำลงจนคนท้องถิ่นอยู่ไม่ได้ ลองนึกภาพคนนิวยอร์กที่ต้องจ่ายค่าเช่าห้องแพงระยับ ค่าครองชีพสูงปรี๊ด จะไปสู้ราคาค่าตัวกับคนที่นั่งอยู่ในประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า 5 เท่าได้ยังไง? สุดท้ายคนท้องถิ่นก็ตกงาน ไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย
และความพินาศขั้นต่อไปคือ Economic Leakage หรือ "เงินรั่วไหล" ครับ ปกติถ้าจ้างคนในพื้นที่ เงินเดือนเขาก็จะหมุนเวียนในชุมชน ไปซื้อของชำ จ่ายค่าตัดผม เศรษฐกิจมันก็หมุน แต่พอจ้างผ่าน Zoom ปุ๊บ เงิน $3.75 นั้นบินข้ามโลกไปฟิลิปปินส์ทันทีครับ เงินไม่หมุนในนิวยอร์ก ชุมชนก็แห้งตาย นี่คือปรากฏการณ์ "Race to the Bottom" หรือการแข่งกันลงเหว ที่สุดท้ายพังกันหมดทั้งระบบ
จากข่าวที่ผมอ่านพบว่าตอนนี้ชาวนิวยอร์กเริ่มรู้ตัวแล้วครับ เริ่มมีการ Boycott ร้านพวกนี้ ซึ่งก็เหมือนปฏิกิริยาของ "เจ้าถิ่น" (Native Species) ที่ต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อความอยู่รอด อารมณ์เดียวกับที่บ้านเรารณรงค์ล่า "ปลาหมอคางดำ" นั่นแหละครับ ขืนปล่อยไว้ วันหนึ่งเราเองนี่แหละจะไม่มีอะไรกิน
แต่ว่าอย่าไปโกรธโทษคนฟิลิปปินส์ครับ แรงงานแบบเราๆ ก็เหมือนปลาหมอคางดำ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่หรือไม่ได้มีตัวเลือกมาขนากนั้น เราแค่พยายามมีชีวิตรอดตามสัญชาตญาณ ตัวการที่แท้จริงคือ "นายทุน" ต่างหาก ที่เป็นคนนำ Alien Species เข้ามาเพื่อ Maximize Profit โดยไม่สนว่าระบบนิเวศเดิมจะพังพินาศแค่ไหน
นี่คือความน่ากลัวของ Global Capitalism หรือทุนนิยมไร้พรมแดนที่แสวงหา Arbitrage (ส่วนต่างราคา) อย่างบ้าคลั่ง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ "Telemigration" (การอพยพผ่านระบบดิจิทัล) ที่แม้แต่รัฐบาลก็รับมือยาก เพราะจะสร้างกำแพงกั้นไม่ได้ หรือกันเขตแดนก็ไม่ได้ เพราะเขาอยู่บนโลกออนไลน์และการตรวจสอบก็ทำได้ยากสุดๆ
ดังนั้น ถ้าเจอร้านแบบนี้ สิ่งที่เราทำได้คือ "อย่าสนับสนุน" ครับ และเรียกร้องให้รัฐมีกฎระเบียบ (Regulation) มาควบคุมอัปเดตตามเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ต่อให้เหมือนเกมแมวไล่จับหนูก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นในอนาคต เราอาจจะเดินเข้าร้านกะเพราปากซอย แล้วต้องสั่งอาหารกับป้าที่นั่งอยู่อีกซีกโลกก็ได้... หรือเหตุการณ์นั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นหรอกครับ เพราะถึงตอนนั้นเราอาจจะตกงานจนไม่มีเงินสั่งข้าวกะเพรากินแล้วก็ได้ใครจะรู้
Labels: Brain Dump, Topic