รู้หรือไม่ครับ? ถ้ามีการจัดอันดับสิ่งมีชีวิตที่ "เกิดมาแล้วทำอะไรไม่ได้เลย" มนุษย์เราน่าจะติดท็อปชาร์ตอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น ในขณะที่เราชอบยืดอกภูมิใจว่าเผ่าพันธุ์เราครองโลกได้เพราะเราเก่ง เราฉลาด หรือเราแข็งแกร่งที่สุด แต่ความจริงทางชีววิทยากลับตบหน้าเราฉาดใหญ่ว่า ที่เรารอดมาได้ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเราเก่งครับ แต่เพราะเรา "กระจอก" และ "เปราะบาง" ขั้นสุดต่างหาก เราเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสร้างระบบที่เรียกว่า "สังคม" ขึ้นมาชดเชย
เรื่องมันเริ่มจากความโลภมากในวิวัฒนาการของเราเองครับ มนุษย์เรามีความขัดแย้งในตัวเองที่เรียกว่า "The Obstetrical Dilemma" คือเราอยากได้ทุกอย่าง เราอยากเดิน 2 ขา ซึ่งธรรมชาติก็จัดให้ด้วยการบีบกระดูกเชิงกรานให้แคบลงเพื่อการทรงตัว แต่ในขณะเดียวกันเราก็ดันอยากฉลาดด้วย สมองเราเลยวิวัฒนาการให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กะโหลกก็เลยต้องใหญ่ตาม
คราวนี้งานเข้าสิครับ เชิงกรานแคบแต่หัวลูกใหญ่เบ้อเริ่ม ทารกจะมุดออกมายังไงไหว? ธรรมชาติเลยแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินด้วยการถีบพวกเราออกมาดูโลกแบบ "ก่อนกำหนด" (Premature) ซะเลย เพื่อให้หัวยังเล็กพอจะลอดช่องคลอดแม่ออกมาได้ สภาวะนี้เรียกว่า Secondary Altriciality หรือพูดง่ายๆ คือมนุษย์ทุกคนเกิดมาในสภาพ "งานยังไม่เสร็จ" ครับ
ลองหันไปมองลูกม้าดูสิครับ เกิดปุ๊บยืนได้ปั๊บ วิ่งตามแม่ได้เลย หรือลูกลิงที่เกิดมาก็มีแรงเกาะขนแม่แน่นหนึบ แต่ลูกคนทำอะไรได้บ้างครับ? นอกจากนอนร้องไห้ แหกปากกินนม แล้วก็อึใส่ผ้าอ้อม สมองเราตอนแรกเกิดมีขนาดแค่ 25% ของผู้ใหญ่เท่านั้น (สัตว์อื่นเขาปาไป 50% แล้ว) เราเลยต้องการเวลา "ฟักตัวนอกมดลูก" นานกว่าสัตว์อื่นหลายเท่าตัวกว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้
ความเปราะบางระดับวิกฤตินี้แหละครับ ที่ทำให้ในยุคดึกดำบรรพ์ "มนุษย์แม่" ไม่สามารถเลี้ยงลูกคนเดียวได้รอด (Biological Impossibility) ลองนึกภาพคุณแม่ยุคหินอุ้มลูกที่ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องมาหนีเสือเขี้ยวดาบสิครับ... ตายแน่นอน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เผ่าพันธุ์สูญสิ้น มนุษย์เลยต้องวิวัฒนาการมาเป็น "Cooperative Breeders" หรือสัตว์ที่ต้องช่วยกันเลี้ยงลูก
มันไม่ใช่แค่เรื่องน้ำใจงามนะครับ แต่มันคือความเป็นความตาย เราเลยต้องมี "พ่อแม่ทดแทน" (Alloparents) ไม่ว่าจะพ่อ พี่ป้าน้าอา หรือเพื่อนบ้าน มาช่วยกันหาอาหารและดูแลเด็ก แถมเรายังมีฟีเจอร์ลับอย่าง "Grandmother Hypothesis" ที่อธิบายว่าทำไมผู้หญิงถึงมีวัยหมดประจำเดือน (Menopause) แต่อายุยังยืนยาวต่อได้อีกนาน ก็เพราะธรรมชาติอยากให้เหล่าคุณยายพวกนี้เลิกผลิตลูกเอง แล้วเอาเวลาและแรงที่เหลือไปช่วยเลี้ยงหลาน เพื่อเพิ่มโอกาสรอดให้สายเลือดตัวเองยังไงล่ะครับ
เห็นภาพไหมครับว่า จากความจำเป็นทางชีววิทยาที่ "ต้องพึ่งพากัน" เพื่อให้ทารกขี้แยคนหนึ่งรอดชีวิต มันค่อยๆ ขยายสเกลจากการช่วยเลี้ยงลูก -> กลายเป็นความผูกพัน -> กลายเป็นบรรทัดฐานสังคม -> เป็นวัฒนธรรม -> จนถึงกฎหมายและสวัสดิการรัฐในปัจจุบัน
ดังนั้น Culture หรือวัฒนธรรม ในมุมมองนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม แต่มันคือ "อุปกรณ์ช่วยชีวิต" (Survival Mechanism) ที่งอกออกมาทดแทนเขี้ยวเล็บที่เราไม่มี ดังนั้นเราไม่ได้รอดเพราะเราเป็นผู้ล่าที่แข็งแกร่งที่สุดในห่วงโซ่อาหาร แต่เรารอดเพราะเรา "อ่อนแอ" มาก จนต้องรวมกลุ่มกันให้แน่นที่สุดต่างหาก
ความเปราะบางของทารกมนุษย์ คือจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของอารยธรรม พลังของความเชื่อที่ว่า "คนเดียวหัวหาย" นี่แหละครับที่พาเรามาถึงจุดนี้ ดังนั้นรักกันไว้เถิดครับ หันไปมองคนข้างๆ แล้วขอบคุณเขา เพราะถ้าบรรพบุรุษเราอินดี้ไม่คบใคร ป่านนี้มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคหินแล้ว (หยอกๆ)
Labels: Brain Dump, Topic