วันนี้ผมไปเจอเปเปอร์ชิ้นหนึ่งของ Jochem Kotthaus จากปี 2023 ที่ชื่อว่า "On love: Notes on the construction of meaning in romantic relationships" ที่มาชำแหละให้เห็นว่าจริงๆ แล้วความรักโรแมนติกที่เราโหยหากันเนี่ย มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มันคือการสร้าง "จักรวาลแห่งความหมาย" (Universe of Meaning) ขึ้นมาต่างหาก
ก่อนที่คุณจะหาว่าผมเป็นพวกตายด้าน ไร้หัวใจ อยากให้ลองฟังตรงนี้ก่อนครับ โดย Kotthaus เขาเปิดประเด็นได้น่าสนใจมากว่า สังคมวิทยาส่วนใหญ่มักจะโยนเรื่องความรักไปให้จิตวิทยาดูแล โดยมองว่าเป็นเรื่องของอารมณ์หรือฮอร์โมนในร่างกาย แต่เขาขอเถียงชนฝาเลยว่า "ความรักไม่ใช่อารมณ์เป็นที่ตั้ง" แต่มันคือผลลัพธ์ของการที่คนสองคนตกลงปลงใจที่จะแยกตัวออกมาจากโลกสาธารณะอันวุ่นวาย แล้วสร้าง "โลกส่วนตัว" ขึ้นมา
ลองจินตนาการง่ายๆ ว่าโลกภายนอกคือตลาดสดที่จอแจ เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ บรรทัดฐาน และความวุ่นวาย แต่พอคุณมีความรัก คุณกับแฟนกำลังช่วยกันก่ออิฐฉาบปูนสร้าง "บังเกอร์ส่วนตัว" ที่มีกฎระเบียบ ภาษา และความหมายที่เข้าใจกันแค่สองคน โดยในบังเกอร์นี้ เรื่องตลกฝืดๆ ของคุณอาจจะกลายเป็นเรื่องขำขันที่สุดในโลก หรือการส่งสติ๊กเกอร์แมวตัวเดียวอาจหมายถึง "ฉันเหนื่อยมาก กอดหน่อย" ซึ่งคนนอกไม่มีวันเก็ท นี่แหละครับคือสิ่งที่เรียกว่า "Private Universe of Meaning" หรือจักรวาลความหมายส่วนบุคคลที่คุณสองคนสร้างขึ้นมาด้วยกัน
ทีนี้ ถามว่าเราสร้างไอ้จักรวาลที่ว่านี้ขึ้นมายังไง? เราไม่ได้เสกมันขึ้นมาด้วยเวทมนตร์นะครับ แต่เราสร้างมันผ่าน "สื่อกลาง" (Media) 4 อย่างที่ทำงานสัมพันธ์กัน อย่างแรกคือ
- การสื่อสาร (Communication) คุณสังเกตไหมว่าเวลาคนจีบกันใหม่ๆ หรือเป็นแฟนกัน ภาษาที่ใช้มันจะมีความเป็น "ภาษาต่างดาว" สำหรับคนอื่น มันมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก (Intimacy) จนเราที่เป็นคนนอกมองว่าน่ารำคาญ หรือเป็นบ้าเหรอ พูดเหมือนคนลิ้นเปลี้ยอะไรทำนองนั้น แต่จริงๆ มันเป็นการพูดคุยเพื่อยืนยันสถานะ "ความเป็นเรา"
- ปฏิสัมพันธ์ (Interaction) อันนี้สำคัญมาก เพราะในโลกสมัยใหม่ (Modernity) ชีวิตเรามันเคว้งคว้างครับ เราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบทุนนิยมที่น่าเบื่อหน่าย ความรักจึงทำหน้าที่เป็น "หลุมหลบภัย" ให้เรา มันมอบความมั่นคงทางจิตใจ (Ontological Security) ให้เรารู้สึกว่า "เฮ้ย อย่างน้อยฉันก็เป็นคนสำคัญของใครสักคนนะ" ดังนั้นการกลับบ้านไปเจอแฟน มันคือการกลับไปสู่โลกที่เราควบคุมได้ ไม่เหมือนโลกข้างนอกที่เจ้านายสั่งอะไรเราก็ต้องทำ
- กิจกรรมทางเพศ (Sexual Activity) ข้อนี้แซ่บหน่อย คือ Kotthaus ใช้คำที่ฟังดูทุนนิยมจ๋าๆ เรียกสิ่งนี้ว่า "Property" หรือ "ทรัพย์สิน" แต่ใจเย็นครับ! เขาไม่ได้หมายความว่าเรามองแฟนเป็นทาสเซ็กส์ แต่หมายถึงสิทธิ์ในการเข้าถึงร่างกายแบบ "ผูกขาด" (Exclusive) โดยในความสัมพันธ์แบบคู่รัก (Monogamy) การมีเซ็กส์หรือแม้แต่การกอดจูบ มันคือการเซ็นสัญญาทางใจว่า "พื้นที่ตรงนี้ ฉันเข้าได้คนเดียวนะ คนอื่นห้ามยุ่ง" มันคือการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "คนรัก" กับ "คนอื่น" ที่ชัดเจนที่สุด ต่อให้ช่วงหลังๆ เซ็กส์อาจจะห่างหายไปบ้างตามกาลเวลา (หรือตามภาระงานที่ถมทับ) แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงนี้ก็ยังเป็นเครื่องยืนยันสถานะของจักรวาลคู่รักอยู่ดี เปรียบเหมือนคุณได้เป็นเจ้าของพื้นที่ บ้าน คอนโดในโลกความเป็นจริงอ่ะครับ
- อารมณ์ (Emotion) คุณอาจจะคิดว่าความรู้สึกรักมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เปล่าเลยครับ ในทางสังคมวิทยา เราเรียกสิ่งนี้ว่า "Emotional Labor" หรือ "แรงงานทางอารมณ์" ใช่ครับ ความรักคือ "งาน" ชนิดหนึ่ง! เราถูกสังคมสอนมาว่าต้องรู้สึกยังไงในสถานการณ์ไหน วันครบรอบต้องดีใจ แฟนป่วยต้องเป็นห่วง เราต้อง "จัดการ" ความรู้สึกตัวเองให้เข้ากับบทบาทของการเป็นคนรัก เราสร้างบรรยากาศโรแมนติก จุดเทียน เปิดเพลง เพื่อบิ๊วให้อารมณ์มันเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่ความเสแสร้งนะครับ แต่มันคือความพยายามที่จะรักษาจักรวาลความรักนี้ไว้ให้รอดตามบริบทที่สังคมมอบให้ บอมรับมาเหอะน่าว่าแสงแทนสลัวๆ มันโรแมนติกในตัวมันเองที่ไหน ถ้าสังคมไม่ร่วมกันทำตามต่อๆกัน
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะเริ่มรู้สึกว่า "โธ่... แล้วความโรแมนติกมันอยู่ตรงไหน?" ชีวิตจริงก็ต้องทำงาน ชีวิตรักยังเป็นงานอีกเหรอ เราขอบอกว่าความโรแมนติกยังอยู่ครับ มันคือความพยายาม (หรือความดิ้นรน) ของเรานี่แหละครับ ในโลกทุนนิยมที่กว้างใหญ่และไร้หัวใจ ความรักทำให้เราอยากจะมีตัวตน มีความหมายกับใครซักคน นี่แหละ โคตรโรแมนติก
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน จุดแข็งที่สุดของความรักในจักรวาลที่สองเราสร้างคือคือ "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) มีแค่เธอกับเราสองคน และนั่นก็เป็นจุดอ่อนที่สุดเช่นกัน เพราะจักรวาลนี้มีประชากรแค่ 2 คนนี่แหละ ถ้าวันหนึ่งใครคนใดคนหนึ่งเดินออกไป หรือความเชื่อใจมันพังทลาย จักรวาลนี้ไม่ได้แค่ "สั่นคลอน" แต่มัน "ล่มสลาย" ทันที
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเวลาอกหัก เราถึงรู้สึกเหมือนโลกแตก ก็เพราะ "โลก" (ในความหมายของ Universe of Meaning) ที่เราสร้างมากับมือมันแตกจริงๆน่ะสิ งานที่เราสร้างมามันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว แถมความรักสมัยใหม่ยังมีความย้อนแย้ง (Paradox) ตรงที่ว่าเราต้องการความมั่นคงปลอดภัยจากความรัก แต่เราก็เสพติดความเป็นปัจเจกชนของโลกสมัยใหม่ ที่สร้างทางเลือกพร้อมจะ "เท" ความสัมพันธ์ได้ทุกเมื่อถ้ามันไม่ตอบโจทย์ เราสร้างวิมานรักบนความไม่แน่นอน นี่แหละครับคือความท้าทายของความรักยุคใหม่
ดังนั้น นิทานเรื่องนี้เลยสอนให้เรารู้ว่า ความรักไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หรือบุพเพอาละวาดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ "งานก่อสร้าง" ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจในการดูแลรักษา (เหมือนบ้านที่ต้องคอยซ่อมหลังคาและกวาดพื้นนั่นแหละครับ) การที่คุณรู้สึกรักใครสักคน มันคือการที่คุณกำลังบอกว่า "ฉันยอมเหนื่อยสร้างโลกใบใหม่ร่วมกับเธอ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปเผชิญความโหดร้ายของโลกความจริงเพียงลำพัง" ฟังดูโรแมนติกเนาะ? แต่สุดท้ายนี้ ผมขอยืมคำพูดของนักเขียนชื่อดังอย่าง มาดัดแปลงสักหน่อยเพื่อให้เข้ากับบริบทนี้:
"ความรักไม่ใช่การมองตากัน แต่คือการร่วมมือกันสร้างภาพลวงตาที่งดงามจนเราไม่อยากตื่นมาเจอความจริงต่างหาก" -- Oscar Wildeเราขอให้จักรวาลความรักของทุกคนแข็งแรงนะครับ
Labels: Brain Dump, Topic